กสอ. แนะ 5 เทรนด์ น่าลงทุน 2017

unnamedดร.พสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องเป็นผู้ที่ก้าวทันหรือล้ำยุคสมัย รวมทั้งมีการอัพเดทเทรนด์ธุรกิจใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยปัจจุบันโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่การดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อผู้ประกอบการทั้งเก่าและใหม่มีแผนที่จะสร้างสินค้าหรือการบริการใด ๆ จึงจำเป็นต้องผลิตสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการตามบริบทโลกและสังคม ซึ่งจะช่วยให้เกิดความอยู่รอดและสามารถดำเนินกิจกรรมด้วยความเข้มแข็งได้ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพที่เข้มแข็งในการลงทุนทำธุรกิจ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ในฐานะผู้ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม จึงได้รวบรวมเทรนด์ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตรับความต้องการของผู้บริโภคในปี 2560 เพื่อเป็นทางเลือกในการตัดสินใจในการลงทุนดำเนินธุรกิจ ได้แก่

  1. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มาแรงและมีกระแสตอบรับที่ดีในขณะนี้ ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชั่น อาหารที่มาจากธรรมชาติและดีต่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วจะพบว่าประเทศไทยมีปัจจัยที่พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนในการทำธุรกิจในกลุ่มดังกล่าวนี้ค่อนข้างสูง สำหรับปี 2560 มีการคาดการณ์ไว้ว่ามูลค่าตลาดของอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยอาจสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (ที่มา: Euromonitor International) ซึ่งหากผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ต่างตื่นตัวและให้ความสำคัญต่อธุรกิจประเภทนี้มากขึ้น ก็จะยิ่งเพิ่มช่องทางในการสร้างเม็ดเงินให้กับธุรกิจมากขึ้นตามไปด้วย
  2. ธุรกิจและบริการด้านฮาลาล สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจในธุรกิจกลุ่มนี้สามารถสรรค์สร้างสินค้าและบริการได้อย่างหลากหลายไม่เพียงแค่เฉพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้บริการด้านอื่น ๆ อาทิ บริการด้านโรงแรม ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง การบริการด้านการเงิน ธุรกิจด้านการรักษาพยาบาล เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามจากข้อมูลปี 2559 ตลาดอาหารฮาลาลถือว่ายังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าประมาณ 8.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ที่มา: ฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการพัฒนาฮาลาลไทย) และมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถขยายตัวได้ถึง 1.6 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในปี 2561 (ที่มา : หอการค้าและอุตสาหกรรมดูไบ)
  3. ธุรกิจความงาม เครื่องสำอาง และแฟชั่น ธุรกิจเหล่านี้มีทิศทางการเติบโตที่สวนกระแสเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับโลกไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลร่างกาย อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เพื่อการตกแต่ง คลินิกและสถาบันเสริมความงามต่าง ๆ ที่กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ทั่วไปและพบเห็นได้มากขึ้น ตลอดจนธุรกิจแฟชั่นก็มีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากการเพิ่มขึ้นของแบรนด์สินค้าในกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง และเครื่องประดับ รวมทั้งการแต่งกายตามกระแสโลกที่มีอย่างไม่จำกัด ทั้งนี้ มูลค่าอุตสาหกรรมแฟชั่นถือว่ามีตัวเลขที่น่าสนใจไม่น้อย โดยในปี 2559 ประเทศไทยมีการขยายตัวสู่หลัก 7 แสนล้านบาท ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องสำอางก็มีแนวโน้มว่าจะสามารถขยายตัวในปีนี้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 จากเดิมที่มีมูลค่ากว่า 2.1 แสนล้านบาท (ที่มา: คลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย)
  4. ธุรกิจการค้าและการบริการผ่านระบบออนไลน์ เป็นกระบวนการในการดำเนินธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนมาก โดยในปัจจุบันได้เกิดธุรกิจบนช่องทางดังกล่าวนี้อย่างหลากหลาย อาทิ บริการขนส่งสินค้า บริการจองร้านอาหารและโรงแรม การค้า บนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ธุรกิจการค้าการบริการด้านซอฟท์แวร์และแอพพลิเคชั่น (ของกลุ่มสตาร์ทอัพ) เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีอย่างไม่รู้จบ อีกทั้งยังต้องสร้างความแตกต่างและความแปลกใหม่ให้เกิดขึ้นกับสินค้าหรือการบริการไม่ว่าจะเป็น ซึ่งหากตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งประสบความสำเร็จเพิ่มตามไปด้วย
  5. ธุรกิจเพื่อผู้สูงวัย ผู้บริโภคในกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อในอัตราที่สูง มีอำนาจต่อรอง และมีความต้องการในการอุปโภคบริโภคในหลากหลายกลุ่มสินค้า อาทิ อาหารเพื่อสุขภาพ สินค้าไลฟ์สไตล์ อาหารเสริมสุขภาพและชะลอวัย อุปกรณ์ทางการแพทย์ บริการด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการดำเนินธุรกิจในด้านนี้จะต้องปรับกระบวนการการผลิตและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะด้านของกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ตอบโจทย์คุณค่าและคุณประโยชน์ที่ครบถ้วน ซึ่งในความต้องการที่กล่าวมานี้ไม่เพียงแต่จะตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคสูงวัยในประเทศไทยเท่านั้น ยังรวมถึงตลาดอื่น ๆ ในระดับต่างประเทศอีกด้วย

อย่างไรก็ดี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ยังมีโครงการต่าง ๆ ในปี 2560 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการที่ต้องการจะดำเนินธุรกิจทั้ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว อาทิ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลและใช้ประโยชน์จากดิจิทัล โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอชีวภาพ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถยกระดับความสามารถการแข่งขันให้กับ SMEs ได้อย่างแน่นอน  ดร.พสุ กล่าวปิดท้าย

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร.0 2202 4414 – 7 หรือ เข้าไปที่www.dip.go.th และสามาถติดตามข้อมูลข่าวสารด้านอุตสาหกรรมได้ที่ www.facebook.com/dip.pr

Advertisements

โปรโมชั่นทำพิษ

โปรโมชั่น ถือเป็นส่วนผสมหนึ่งของการตลาด และโปรฯ ที่ธุรกิจเลือกใช้ส่วนใหญ่ก็คือ “ลดราคา” แต่การลดราคาตรงๆ นั้นจะทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำ ถ้าหมดโปร ขึ้นราคาเป็นปกติเมื่อไหร่ ลูกค้าก็จะไม่ซื้อ เพื่อหวังรอลดแบบนี้ในวันข้างหน้า

การลดราคาสินค้า จึงต้องมีลีลา เช่นบางธุรกิจ ใช้คำว่า “แลกซื้อ” แทน คือต้องซื้อสินค้า A ก่อนจึงจะได้รับสิทธิซื้อสินค้า B ในราคาที่ลดพิเศษได้ ถ้าพิจารณาแบบนี้ก็จะทำให้สินค้าทั้งสองอย่างขายได้ กิจการก็จะมีรายได้เพิ่ม แต่ถ้ามีขั้นตอนพิเศษขึ้นมา โดยไม่แนะนำพนักงานขาย รายได้ที่หวังจะเพิ่มขึ้น นอกจากจะไม่ได้แล้ว ยังอาจทำให้ภาพพจน์แบรนด์เสียไปอีกด้วย

ล่าสุด ผมเพิ่งไปสั่งพิซซาทาน พอพนักงานคิดเงินเสร็จออกบิล ผมก็เหลือบไปเห็นโปรโมชั่นว่า สามารถแลกซื้อของว่างต่างๆ ในราคา 59 บาท จากราคาปกติ 99 บาทได้ ก็เลยสั่งเพิ่ม ปรากฏว่า พนักงานบอกไม่สามารถสั่งราคานี้ได้เนื่องจากต้องลงใบเสร็จเดียวกันเท่านั้น เมื่อออกใบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่า “สละสิทธิ์” ไปโดยปริยาย

กลับกัน ถ้าพนักงาน เห็นโอกาส และแนะนำลูกค้าว่า พี่สั่งพิซซานี้ แล้วได้สิทธิซื้อสินค้าเหล่านี้ในราคาพิเศษ ผมเชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่ก็ยินดีที่จะรับสิทธิเหล่านั้นทันที  โปรโมชั่นนี้ก็จะได้ผลอย่างที่ควรจะเป็น

แต่ในข้อเท็จจริง สิ่งที่ลูกค้าได้รับก็คือ “คำขอโทษ” จากพนักงานขายที่ไม่ได้บอกกฏเหล่านี้ก่อน… แน่นอนว่า ต่อให้อยากกินสลัดหรือปีกไก่แค่ไหน ก็ไม่มีใครอยากซื้อในราคาปกติ เพราะรู้สึกว่า ยิ่งเป็นการเสีย “ค่าโง่” เพิ่ม …ธุรกิจที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเอง “โง่” แบบนี้

อย่าจัดโปร ดีกว่าครับ!

กระทรวงดิจิทัลลุยงานไม่รอ รมต.

unnamed

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน ไทยแลนด์ อีคอมเมิร์ซวีค เรื่อง “การเป็นกระทรวงดีอีไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อ กระทรวงดีอี จะรุกการทำอีคอมเมิร์ซของประเทศ…เราควรเดินหน้าอย่างไร…”  ว่า  การเกิดขึ้นของกระทรวงดีอีมีความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโดยหัวใจหลักต้องนำความเป็นดิจิทัลมาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์อย่างแท้จริง โดยมีการปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้างกระทรวงและวิธีการทำงาน โดยต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารและลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน  ลดขั้นตอนการทำงานให้สั้นและรวดเร็ว ตัวบุคลากรต้องเปลี่ยนกระบวนคิดเพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวสามารถสร้างรูปแบบการบริหารจัดการ แม้ว่าขณะนี้โครงสร้างของกระทรวงยังอยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนแต่ไม่มีผลกระทบกับการทำงานตามภารกิจที่รัฐบาลมอบหมายเพราะหน่วยงานหลักยังคงอยู่ทั้งหมดไม่มีการเปลี่ยน

unnamed-1 “สำหรับตัวรัฐมนตรีว่าการดีอีขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารงานราชการและมีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค ผมไม่ทราบเลยว่าจะเป็นใครอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ทุกคนก็รอดูว่าจะเป็นใคร แต่แม้ว่าตอนนี้รัฐมนตรีใหม่ยังไม่มาก็ไม่มีปัญหาในการทำงาน ส่วนโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านกระทรวงจะนำความเห็นของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)มาทบทวนและปรับการดำเนินการใหม่โดยจะหารือร่วมกับกสทช.เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน  ” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

 พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า ในการรองรับกระทรวงดีอีสิ่งที่ทำแล้วคือแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือแผนดีอี แผนระดับประเทศคือแผนดิจิทัลกัฟเวอร์เมนท์ ส่วนที่กำลังดำเนินการคือร่างแผนพัฒนาอีคอมเมิร์ซ ซึ่งได้นำมารับฟังความคิดเห็นในงานอีคอมเมิร์ซวีคแล้วส่วนร่างแผนซีเคียวริตี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกาคาดว่าภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 จะนำแผนมาใช้ได้ ซึ่งแผนจะเน้นการสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นในระบบไซเบอร์ที่มองครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม

Thailand e-Commerce Week

unnamed-3

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2559 ณ ห้องเพลนารี ฮอลล์ 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช)  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ              สภาหอการค้าไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สมาคมธนาคารไทย สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)   AIS   บริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด  และ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงาน “Thailand e-Commerce Week”ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคมนี้ ภายใต้แนวคิด e-Commerce is all around you” อีคอมเมิร์ซ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไปเพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางออนไลน์ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในเชิงรุก ยกระดับผู้ประกอบการไปถึงคนทั่วไปให้สามารถทำอีคอมเมิร์ซได้ดีและเก่ง ตลอดจนเพิ่มความเชื่อมั่นในการซื้อขายทางออนไลน์อย่างมั่นคงปลอดภัย เพื่อรองรับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล

%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8aนางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานเปิดงาน กล่าวว่า   ปัจจุบันตัวเลขการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของคนไทยมีจำนวนกว่า 85 ล้านเลขหมาย ขณะที่ มูลค่าอีคอมเมิร์ซ เพิ่มขึ้นทุกปี ล่าสุดการสำรวจของเอ็ตด้าในปี 2558 มีมูลค่ากว่า 2.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10.41% โดยเฉพาะมูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบ B2C(Business to Customer – ธุรกิจที่มุ่งเน้นการบริการกับลูกค้าหรือผู้บริโภค) ที่สูงที่สุดในอาเซียน ตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยที่จะเติบโตได้อีกมากในระยะยาว

“ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิดแล้วว่า วันนี้จะทำอย่างไรในการพัฒนาสู่ประเทศไทย 4.0 โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ และก้าวผ่านกับดักรายได้ปานกลาง ด้วยการผลักดันให้คนไทยทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและทำอีคอมเมิร์ซเป็น ไม่ว่าจะทำเป็นอาชีพหลัก หรือเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้จากงานประจำ โดยทุกคนสามารถใช้สมาร์ตโฟนทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้” นางทรงพร กล่าว และว่า งานนี้จะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน มาร่วมกันกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ และร่วมแสดงความคิดเห็นกับ (ร่าง) แผนอีคอมเมิร์ซของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2560-2564)

ด้าน นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ “เอ็ตด้า” กล่าวว่า “งาน Thailand e-Commerce Week ได้รวบรวม%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%822กูรูระดับประเทศ ทั้งจากหน่วยงานราชการ องค์กรธุรกิจ และผู้คนที่มีชื่อเสียงหลากหลายมุมมอง มาร่วมแชร์ข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำอีคอมเมิร์ซอย่างเข้มข้น ผ่านเวทีสัมมนา พร้อมดึงกูรูมืออาชีพร่วมจุดประกายความคิดทางธุรกิจออนไลน์ ทั้งการสร้างแบรนด์ การทำตลาด การโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ทั้งระบบ ตลอดจนให้คำแนะนำสำหรับผู้มีทุนน้อยแต่อยากเริ่มมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เพื่อชี้ให้เห็นถึงโอกาสหรือหนทางสร้างรายได้ด้วยอีคอมเมิร์ซ รวมทั้งมีนักธุรกิจออนไลน์ที่ขายสินค้าได้ฮิตติดลมบน คนที่อยู่ในสนามจริง คนที่ทำอีคอมเมิร์ซ ทั้งที่ประสบความสำเร็จ หรือที่เคยล้มเหลวมาก่อน มาเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือก ซึ่งจะ ‘คนรุ่นใหม่’ หรือ ‘คนรุ่นเก่า’ หรือจะเป็น ‘คนรุ่นไหน ๆ’ ก็ไม่ควรพลาด”

%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8a3
(จากซ้าย) ภาวุธ พงษวิทยภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย, อริยะ พนมยงศ์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ (ประเทศไทย), จำรัส สว่างสมุทร ผู้อำนวยการใหญ่ สภาอุตสาหกรรม และ สุรางคนาง วายุภาพ ผู้อำนวยการใหญ่ เอ็ดด้า

สำหรับงาน  “Thailand e-Commerce Week” มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ผ่าน 3 โซนกิจกรรม  อาทิ การอบรมสัมมนาทางวิชาการ การปาฐกถาพิเศษจากผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ การเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากภาครัฐ และเอกชน การถ่ายทอดประสบการณ์จากวิทยากรจากหลากหลายอาชีพสาขา ความก้าวหน้า และประโยชน์จากเทคโนโลยี จากผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่ ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวในมิติต่าง ๆ ทั้งการสร้างร้านค้าออนไลน์ เคล็ดลับการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การสร้างแรงบันดาลใจทำอีคอมเมิร์ซ นอกจากนี้ จะได้พบกับกูรูธุรกิจชั้นนำ อาทิ เฟซบุ๊ก ไลน์ กูเกิล ฯลฯ ที่จะมาร่วมจุดประกายความคิด ตลอดจนเน็ตไอดอลยอดนักขาย ที่จะร่วมแชร์ทางลัดการทำธุรกิจด้วย พร้อมจัดโซนพื้นที่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอีคอมเมิรซ์ ทั้งเว็บไซต์ (Website) อีเพย์เมนต์ (e-Payment) และโลจิสติกส์ (Logistics) ทั้งนี้ คาดว่า ตลอด 3 วันของการจัดงาน จะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000 คน ซึ่งจะได้รับความรู้และเคล็ดลับการทำธุรกิจอย่างเต็มอิ่ม

 

นางสุรางคณา ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางและยุทธศาสตร์และการจัดทำ(ร่าง) แผนอีคอมเมิร์ซของประเทศในอีก5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2560-2564)  ว่า ทิศทางการเติบโตของอีคอมเมิร์ซของไทยมีอัตราการเติบโตร้อยละ 10.41 หรือมีมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท ถึงแม้จะเติบโตขึ้นแต่คนไทยยังใช้อินเทอร์เน็ตในการซื้อขายสินค้าน้อยอยู่มาก หัวใจของแผนอีคอมเมิร์ซของชาติคือการเพิ่มผู้ประกอบการให้เพิ่มขึ้นและ เราจึงต้องการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีมีโอกาสทำการตลาดมากขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนา เอ็ตด้าจึงทำแผนอีคอมเมิร์ซ 5 ปี โดยรวบรวมความคิดเห็นขององค์กรที่เกี่ยวข้อง และนำผลการสำรวจการใช้อินเทอร์เน็ตและการทำอีคอมเมิร์ซมาจัดทำแนวทางในการทำแผนฯ โดยมุ่งการลดต้นทุนในการใช้อินเทอร์เน็ต ต้นทุนระบบการชำระเงิน ต้นทุนในการขายของ ต้นทุนการขนส่ง , การสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่การรับรองการมีตัวตน ระบบความปลอดภัยในการทำธุรกรรม และคุณภาพของสินค้า และรวมถึงการพัฒนากฎหมายให้มีความทันสมัยทันกับการเปลี่ยนแปลงโดยปลดล็อกระเบียบข้อกฎหมายที่ไม่จำเป็น

“ปัญหาหลักที่พบในการทำอีคอมเมิร์ซตอนนี้คือต้นทุนของผู้ประกอบการยังสูงอยู่ทั้งต้นทุนด้านการชำระเงิน และต้นทุนด้านการขนส่ง หากต้นทุนยังสูงอยู่ราคาสินค้าและบริการจะยังสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ในพัฒนา อีคอมเมิร์ซไม่มีความชัดเจนว่าอยู่ภายใต้หน่วยงานใด ดังนั้นจึงควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ชัดเจน เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการดูแลและรองรับพันธสัญญากับต่างประเทศ การทำอีคอมเมิร์ซเปลี่ยนไปมากมีประเด็นที่ต้องคิดเช่นในการประชุมจี 20 อาลีบาบา ประกาศจะเป็นแพลตฟอร์มหลักของการทำอีคอมเมิร์ซเราจึงต้องคิดว่าจะดูแลอี-มาร์เก็ตเพลสของประเทศไทยอย่างไร” นางสุรางคณา กล่าว

นางสุรางคณา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้การพัฒนาอีคอมเมิร์ซต้องเตรียมการในหลายเรื่อง เช่น การรับมือกับการรุกเข้ามาของต่างประเทศ จุดยืนของอี-มาร์เก็ตเพลสของไทย จะอยู่ท่ามกลางมาร์เก็ตเพลสใหญ่ๆ อย่างไร และการเตรียมการเรื่องภาษีที่จะเก็บกับผู้ประกอบการ

คลิกอ่านร่างแผน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ปี 2560-2562 ที่นี่

บรรยากาศการบรรยายในงาน Thailand e-Commerce Week

SMEs คิดให้ใหญ่ ไปให้ถึง

นานๆ จะมีปรากฏการณ์ที่ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของเมืองไทย จัดงานเพื่อช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็ก อย่างเป็นรูปธรรมขึ้น  ในชื่อ SMEs Think Big “คิดให้ใหญ่ ไปได้ไกล กับกลุ่มเซ็นทรัล” โดยงานนี้นอกจากจะชวนพันธมิตรมาแบ่งปันประสบการณ์แล้ว กลุ่มเซ็นทรัล ยังตั้งโต๊ะให้ผู้ประกอบการนำสินค้าเข้ามาเจรจา เพื่อช่วยกระจายสินค้าให้ด้วยในทุกรูปแบบพร้อมแนะนำกลยุทธ์ต่างๆ

ฤทธิ์วิทยากรที่มาแบ่งปันความรู้นั้น ล้วนแต่เป็นผู้ประกอบการที่เคยเล็กมาก่อนทั้งสิ้น แต่ปัจจุบันมีมูลค่าธุรกิจนับหมื่นล้านบาท เริ่มต้นด้วย คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน   ประธานกรรมการบริษัท เอ็มเค  เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับศูนย์การต้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นสาขาแรก เขาเปิดเผยว่า กลยุทธ์ในยุคก่อนจะนำมาใช้ในยุคนี้ไม่ได้แล้ว เพราะสามสิบกว่าปีที่แล้ว คู่แข่งยังมีอยู่น้อย ปัจจุบันด้วยความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี SMEs ที่จะอยู่รอดได้ ควร ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างสารานุกรม สมัยก่อนอยู่ในรูปแบบของหนังสือ ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นซีดีรอม แต่ปัจจุบันกลายเป็น วิกีพีเดีย ซึ่งอยู่เป็นข้อมูลที่อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต จะเห็นว่าสิ่งต่างๆ จะเหลือรูปแบบในเชิงกายภาพน้อยลง ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องติดตาม และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องพลิกผัน หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่นเรียกแท๊กซี่ ทางโทรศัพท์ ปัจจุบันใช้แอพ อูเบอร์ หรือ แกร็บ ซึ่งคนขับอาจเป็นคนธรรมดา  หรือแม้แต่บ้านพักคน ก็สามารถนำมาหารายได้แบบโรงแรม ด้วย รูปแบบธุรกิจ  airbnb ได้

ดังนััน SMEs ถ้ามีสินค้าหรือบริการ ควรจะพิจารณาว่า ถ้าในอนาคตสินค้าที่ต้องกลายเป็นดิจิทัล เช่น หนังสือ, เพลง ก็ควรต้องรีบปรับตัว สินค้าที่ยังแปลงเป็นดิจิทัลไม่ได้อย่างเช่น อาหาร, เสื้อผ้า ก็ต้องพิจารณาว่า สามารถเอาเทคโนโลยีมาช่วยในด้านใดได้บ้าง เช่น การผลิต, จัดจำหน่าย หรือ เทคโนโลยีทางด้าน Logistic

การทำธุรกิจ SMEs ในอนาคต ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตสินค้าเสมอไป อาจเป็น Creator เป็นผู้เชื่อมโยงหรืออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม คุณฤทธิ์ ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบความสำเร็จของธุรกิจนั้นว่า มีโอกาสประสบความสำเร็จหรือไม่ 8 ประการคือ

  1. สินค้านั้น มีความ แตกต่าง เพราะความแตกต่างจะทำให้มีตัวเปรียบเทียบน้อย
  2. ตลาดมีความต้องการ สินค้าที่ทำนั้นต้องได้รับการยอมรับจากคนอื่นด้วย ไม่ใช่เราปรุงอาหารรสชาติที่เราชอบอยู่คนเดียว
  3. ต้องเลียนแบบได้ยาก
  4. ง่ายที่จะใช้
  5. สะดวกที่จะซื้อ
  6. มีรูปแบบที่ทันสมัย
  7. มีความสนุกที่ได้ทำสิ่งนี้
  8. ปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยยกตัวอย่าง ยีราฟ เป็นสัตว์ที่คอยาว ซึ่งตอนแรกนักชีววิทยา เข้าใจว่า มันยาวเพื่อต้องการกินใบไม้ที่อยู่สูง แต่ต่อมา พวกเขาก็พบวิวัฒนาการว่า นอกจากคอยาวแล้ว มันยังมีลิ้น และปากที่หนา เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ เพราะต้นไม้ที่สูงส่วนใหญ่ยังมีหนามแหลมคม

สิ่งสำคัญที่สุดของความสำเร็จของ SMEs คือ  “ความสามารถ” ของผู้ประกอบการ ถ้าไม่อยากล้มเหลว เจ้าของธุรกิจที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้

  1. ต้องมี Strong Dream ความมุ่งมั่น ฝันที่ไม่เหมือนคนอื่น แล้วอยากจะทำให้สำเร็จ ไม่กลัวความล้มเหลว
  2. ต้องมีความเชื่อในการที่มี ที่ปรึกษา เพื่อให้คำแนะนำในการบริหารธุรกิจเพื่อปรับปรุงคุณภาพ ตลอดเวลา
  3. มีพื้นฐานธุรกิจที่ถูกต้อง การเงิน, บัญชี, การผลิตที่ได้คุณภาพ, การดูแลพนักงานให้มีความสุข, เทคโนโลยีระบบไอที
  4. ต้องปรับปรุงสินค้า ต้องช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น ลูกค้าใช้แล้วเป็นอย่างไร เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนให้พอใจ
  5. วินัยทางการเงิน อย่าใช้เงินผิดประเภท เงินที่มากขึ้นทำให้คนเปลี่ยนไป ตอนไม่มีเงิน ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน พอเริ่มมีเงินนิสัยเปลี่ยนไป ชอบเที่ยว และสุรุ่ยสุร่าย ไม่ได้
  6. พาร์ทเนอร์ ธุรกิจทุกวันนี้ ต้องใช้มากกว่า 1 ความสามารถ ดังนั้นควรหาคู่ค้าที่มาเติมเต็มความสมบูรณ์ของธุรกิจ
  7. สัมพันธภาพ เราไม่ได้อยู่คนเดียว ต้องมี Network แต่ละเครือข่าย จะมีสมาชิก ต้องรู้จักนำมาต่อยอดธุรกิจ
  8. โชค คนที่จะมีโชคคือคนที่คิดถึงสังคม โชคเลือกคน โชคจะไปหาคนที่มีน้ำใจ รู้จักการให้ ดูแลลูกน้องดี รู้จักคืนกำไรให้สังคม โชคจะไปอยู่กับคนเหล่านี้

 

วรวุฒิ

วิทยากรท่านต่อมา คือ คุณวรวุฒิ อุ่นใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน)  ได้ให้หลักในการเริ่มต้นธุรกิจ โดยเปรียบถึงการเริ่มต้นธุรกิจขายเครื่องใช้สำนักงานของตนว่า ต้องศึกษาแนวโน้ม และศักยภาพของสินค้า เช่น เครื่องใช้สำนักงานนั้น มีแนวโน้มเติบโต เพราะเขาซื้อมาเพื่อปรับปรุง คุณภาพการทำงานให้ดีขึ้น โดยข้อนี้ จะเป็นเหตุผลสำคัญของที่มาของรายได้ เวลาเริ่มต้นธุรกิจจึงต้องคิดเหตุผลที่ลูกค้าจะมาซื้อเราให้ได้ ไม่ใช่เรื่องการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว การทำธุรกิจนั้น จะต้องรวดเร็ว ลงมือทำ จะถูกต้องหรือไม่ค่อยปรับอีกที แต่การไม่เปลี่ยนแปลงเลย โอกาสอยู่รอดยากมาก

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญเรื่องของออนไลน์ ก็เป็นเทรนด์ที่จะมาแน่ๆ  ต่อไปจะได้ยินคำว่า O2O  (Offline to Online) ถ้าไม่มีอยู่ในธุรกิจนั้น อันตรายแล้ว

“ผู้บริโภคมีชีวิตสองชีวิต คือ ที่เห็นหน้าค่าตา กับอีกชีวิตในโลกไซเบอร์ ถ้าเราทำธุรกิจแต่ไม่สามารถนำไปเกี่ยวโยงกับเขาเลย เราก็จะเสียโอกาส ธุรกิจจะมีลักษณะ Omni Channel จะซื้อขาย ข้าม Channel กันหมด ลูกค้ามีทางเลือกเอง จะไปซื้อที่ สโตร์ หรือผ่านเว็บ ลูกค้าเดินไปหาสินค้า สินค้าเดินมาหาคน   อย่าวิ่งตามลูกบอล แต่ให้วิ่งไปยังจุดที่ลูกบอลจะไป…”

 

อบรม OTOP กับ Smart Trader

sm.jpg

ช่วงต้นเดือนกรกฏาคม 2559 มีโครงการอบรมเดินสาย สองรายการที่ผมได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยบูรพาให้ไปบรรยาย หนึ่งคือเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โอทอป ซึ่งเดือนที่แล้วได้ไปจัดกันที่จังหวัดตราด เดือนนี้ก็มาจัดที่สำนักบริการวิชการ มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน อีกโครงการเป็นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรียกว่า กิจกรรมนักการค้ามืออาชีพ (Smart Trader)

ก่อนหน้าที่วันอบรมจะมาถึง เราได้มีการประชุมวางแผน และทีมงานก็ได้ส่งรายชื่อรวมถึงธุรกิจของผู้เข้าอบรมมาให้วิทยากรพิจารณา เพื่อที่จะปรับเนื้อหาให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ความแตกต่างของผู้อบรมสองกลุ่มนั้น คือ ความรู้ด้านไอที กลุ่ม Smart Trader ดูจะมีอยู่สูงกว่าโอทอปมาก บางท่านทำกิจการออนไลน์โดยตรง มีผู้ติดตามถึง 20 ล้าน บางท่านจบปริญญาโทด้านโปรแกรมจากสหรัฐอเมริกามาด้วยซ้ำ ผมจึงจำเป็นต้องทำเนื้อหาแยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับปูพื้นฐานให้ ผู้ประกอบการโอทอปเข้าใจถึงประโยชน์ของการนำไอทีมาขยายตลาด แต่กลุ่ม Smart Trader ผมรู้สึกว่าควรจะเน้นเรื่อง เนื้อหา และวิธีการสร้างสรรไอเดียในการค้ามากกว่า

วันแรกที่บรรยายให้กับกลุ่ม Smart Trader ฟังผ่านไปด้วยดี ทั้งกิจกรรมสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้จักกัน มีการเก็บคะแนนเดี่ยว และคะแนนกลุ่ม ผมให้การบ้านว่าให้พวกเขาส่งข้อมูลธุรกิจมา แล้วจะรวบรวมทำเว็บไดเร็คทอรี่ให้ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ตรงนี้เป็นการง่ายที่จะรู้ว่าพวกเขายังมี “จุดอ่อน” ตรงไหน และควรนำไปแก้ไขอย่างไร ? ซึ่งครั้งที่สองของการสอน (9 กค.) ก็จะนำไปแจ้งให้เจ้าของธุรกิจที่ส่งงานทราบ

900f08dd-2669-4093-8366-ca19e1c4d46a

ช่วงวันที่ 5-7 นั้น ผมต้องบรรยาย และเป็นที่ปรึกษาเรื่องการตลาดให้กับกลุ่มโอทอป ช่วงวันแรกนั้น ผมเกิดไอเดียว่า ลูกพี่ลูกน้องผม ซึ่งทำธุรกิจตั้งบริษัทฯ รับกระจายสินค้าให้กับกลุ่มบริษัทโอสถสภาในภาคตะวันออกนั้น มีบริษัทอยู่ที่ชลบุรี ถ้าให้ผู้ประกอบการกลุ่มโอทอปมานำเสนอไอเดียให้บริษัทฯ ญาติผมดูสิว่า เขาจะสนใจไหม ซึ่งเขาก็ส่งคนมารับข้อมูล สิ่งสำคัญก็คือ ผู้อบรมจะได้เผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องคุยต่อรองกับตัวแทนจำหน่ายจริงๆ ดังนั้น ข้อมูลที่ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนจึงเป็นประโยชน์และสามารถนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจได้จริงๆ

เมื่อได้ผลจากโครงการหนึ่ง ผมจึงคิดขยายผล ไปยัง Smart Trader แต่ผมยังกังวลใจอยู่บ้าง เพราะเผื่อบางคนอาจจะไม่ชอบกิจกรรมแบบนี้ก็ได้ เดี๋ยวพาลคิดว่าเอาเวลาที่เขาจะมาหาความรู้นั้น มาให้ญาติแนะนำบริษัทฯ การค้า ทั้งที่ ญาติผู้น้องของผมคนนี้ เขาก็ไม่ค่อยมีเวลาว่าง ที่มาก็เพราะเกรงใจเพราะพ่อเขาเป็นน้องชายพ่อผมแท้ๆ

Untitled-1

ผมจึงเสนอกิจกรรมนี้ลงไปในไลน์กรุ๊ป Smart Trader ว่า มีผู้อบรมคนใดสนใจจะให้มีบ้าง และถ้าน้อยกว่า 10  ก็จะไม่จัด โดยผมกำหนดเวลาภายใน 10 ชั่วโมงเท่านั้น ปรากฏว่ามีคนแห่ลงทะเบียน16 ท่าน ซึ่งเกือบจะเป็น 30 % ของทั้งชั้น ผมจึงส่งรายชื่อและกิจการของผู้ที่เข้าโครงการไปให้ญาติผมพิจารณา และคิดว่าการศึกษาดูวิธีเจรจาระหว่างเจ้าของกิจการกับตัวแทนการค้า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่เข้าฟังทั้งห้อง เพื่อจะเก็บเป็นบทเรียน แล้วนำไปแก้ไข โดยไม่จำเป็นต้องแยกห้องออกไปคุยกันสองต่อสอง เพราะยังไม่ถึงขั้นที่จะเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน

สาระที่ญาติผมหรือ “เฮียฮ้อ” พูดด้วยประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจกว่าสามสิบปี ก็คือเรื่อง “จุดเด่น” ของสินค้า และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เขาบอกว่า การที่จะนำสินค้าลงไปขายยังสถานที่ใดที่หนึ่งนั้น จำเป็นต้องไปศึกษาวิถีชีวิตทั้งของร้านค้า และผู้คนที่เข้ามาใช้บริการในละแวกนั้นก่อนว่า เขาชอบหรือไม่ชอบอะไร, ใช้จ่ายครั้งละประมาณกี่บาท เพราะพื้นที่ในร้านค้าปลีกท้องถิ่นที่มีทำเลดีๆ นั้น มีมูลค่า ต้องเสียค่าวาง และถ้าขายไม่ดี ก็อาจจะถูกยกเลิกสัญญาเช่าที่ได้ทันที ไม่ใช่แค่มีเงินจ่าย แต่ของต้องขายได้ด้วย ปรากฏว่า วันนั้น มีผู้ให้ความสนใจ ไตร่ถามมากมาย ซึ่งภายหลังผมมาทราบว่า มีการแลกเปลี่ยนนามบัตร และให้สินค้าตัวอย่างเพื่อให้เฮียฮ้อไปศึกษาเพิ่มเติม

ผมพยายามบอกแก่ ว่าที่ Smart Trader ว่า การมาอบรมวันนี้ไม่ใช่แค่มารับความรู้อย่างเดียว คนที่ Smart ต้องเป็นคนใจกว้าง พร้อมที่จะแบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่น เช่น คุณสถาพร เจ้าของปุ๋ย น้องเดือน ที่ได้ไปออกรายการ SMEs ตีแตก ได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรีสองปีซ้อน เขาก็มาเผยถึงเคล็ดลับ , คุณกรณ์พงษ์ หรือ ชัช ที่มีความรู้ด้านไอที ก็มาแชร์ไอเดียอยากพัฒนาแอ๊พเพื่อสร้างเครือข่าย ผู้เข้าอบรม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งผมก็ให้เวลาเขาสาธิต ดูความต้องการของผู้คนในห้อง (ว่าที่กลุ่มเป้าหมาย) ว่ามีใครที่จะยอมให้ข้อมูลบ้าง เพื่อชั่งน้ำหนักว่าควรจะทุ่มเวลา และเงินพัฒนาต่อไปไหม ?

de8eb4aa-3056-41fc-b87d-e3fc01298ac1

ถึงแม้ว่าผมจะมีเวลาสอนพวกเขาเพียงสองวัน แต่ผมก็บอกกับเขาว่า คนที่จะเป็นนักการค้าที่ดี ควรจะต้อง “ใส่ใจ” ทั้งความรู้สึกของคนรอบข้าง ซึ่งรวมถึงพนักงาน, คู่ค้า และลูกค้า ที่สำคัญ ต้อง เปิดใจ ยอมรับสิ่งใหม่ๆ เพราะเทคโนโลยีที่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ชีวิตของเราคิดเอาแต่ประโยชน์ของตัวเอง โดยลืมคำนึงถึงความรู้สึกหรืออยากที่จะช่วยเหลือคนอื่น

สิ่งที่ร้ายกาจกว่า ก็คือ นอกจากไม่ช่วยแล้ว ยังอิจฉา มุ่งทำลาย… คอยใส่ร้าย ถ้าใครมีความคิดชั่วช้าแบบนี้อยู่ ก็คงไม่ใช่นักการค้าที่ดี….

เสียดายว่า กลุ่ม โอทอป ผมไม่มีโอกาสพูดประโยคนี้กับผู้เข้าอบรม…ก่อนปิดโครงการโอทอปวันที่ 7 กรกฏาคม มีน้องคนหนึ่งมาถามผมว่า ถ้ามีคนมาอบรมแล้วพร้อมหมด ไม่ยอมเปิดใจรับ มานั่งฟังด้วย ผมจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ?

ผมบอกว่า ความเป็นเหตุเป็นผล มันไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเขาไม่ยอมเปิดใจ เขาจะยอมเสียเวลาเดินทาง เสียเวลามานั่งฟังทำไมตั้งหลายวัน  โดยที่ไม่ได้อะไรกลับไป ในขณะที่คนอื่นเขารู้จักถาม รู้จักแชร์ รู้จักที่จะมาเลือกรับประโยชน์กลับไปพัฒนาธุรกิจ มากไปกว่านั้น ผมยกตัวอย่างคุณสกุลสมคุณ ที่เข้าร่วมมาฟังผมทั้งสองโครงการ เขานำกล้องถ่ายภาพมาบันทึกตลอดเวลาที่บรรยาย จนผมแซวว่า สมัยผมเป็นนักข่าว ยังไม่ถ่ายรูปเยอะขนาดนี้ เขาบอกว่าจะเอาความรู้เหล่านี้ไปพัฒนาเครือข่ายที่จังหวัดปราจีนบุรี วันนี้เขามาทำหน้าที่แทนคุณแม่ และอยากทำหน้าที่ตัวแทนให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้!

e7a3f7e6-9fd0-470c-a791-623a13a55687

ส่วนคนที่มาอบรมแล้วไม่ได้อะไรกลับไปเลย…ผมว่าบางที เขาแค่ลืมหงายแก้วครับ ต่อให้ทำตัวเป็นแก้วที่ว่างเปล่า แต่ถ้ายังทำตัวหัวคว่ำอยู่ ต่อให้เอาไปตั้งกลางสายฝน น้ำสักหยดก็เข้าไม่ถึง…

6990d905-baf3-41d3-9c45-a44328b12e0e

ผู้อบรมรายหนึ่ง นำภาพเหตุการณ์ไปโพสต์ในเฟซบุ๊คด้วยความชื่นชม

โอทอปกับโอกาสใหม่บนโลกออนไลน์

otoptrad.jpg

ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติจาก ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพาให้เป็นวิทยากรร่วม โครงการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการ OTOP ภาคตะวันออก โดยร่วมกับวิทยาลัยชุมชนตราด คัดเลือกเจ้าของกิจการฯ มาเข้าร่วมโครงการรวม 30 ท่าน ด้วยงบสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

การจัดโครงการในครั้งนี้ ต้องขอชื่นชมคณะผู้ดำเนินการที่ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล สัมภาษณ์ความต้องการของผู้เข้ารับการอบรมว่า มีปัญหาด้านใดบ้าง เพื่อจะได้จัดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องมาแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยสามเรื่องหลัก ก็คือเรื่องของการจัดการ การบริหารต้นทุน, การผลิตโดยเฉพาะการแปรรูปอาหาร และเรื่องของการตลาด รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา

จากนั้นก็นำข้อมูลมาหารือกับวิทยากรทุกท่านว่า จะออกแบบวิธีการถ่ายทอดความรู้อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ จึงมีมติร่วมกันว่า ยังคงมีการบรรยายให้ความรู้ เพื่อจุดประกายแนวคิดใหม่ให้ทุกคนสนใจกระตือรือร้นก่อน จากนั้น นำผู้ประกอบการฯ ที่ผ่านการบ่มเพาะจากมหาวิทยาลัยมาสัมภาษณ์ถึงความก้าวหน้าเป็นกรณีศึกษาแล้ว ที่แตกต่างไปคือการจัดฐานให้คำปรึกษาเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการแต่ละราย

ทีมที่ปรึกษาครั้งนี้แบ่งเป็น 3 ฐาน ประกอบไปด้วย ฐานที่ 1 มีผศ.ดร.บุญรัตน์  ประทุมชาติ และผม จะให้คำแนะนำเรื่องการตลาด และการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า  ฐานที่ 2 มี อ. กิตติชัย ราชมหา, อ.ดิเรก ประทุมทอง จะให้ความรู้ด้านการเงินและการบริหารจัดการแผนธุรกิจ และฐานที่ 3 เป็นหน้าที่ของ ดร.จุฬารัตน์ หงส์วลีรัตน์ และ ดร.อรอง จันทร์ประสาทสุข จะมาช่วยเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และปรับปรุงการผลิตให้ได้มาตรฐาน ซึ่งทีมงานได้แบ่งผู้ประกอบการออกเป็นสามกลุ่มๆ ละ 10 คน หมุนเวียนไปตามฐานเหล่านี้ ประมาณฐานละ 3 ชั่วโมง เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ซักถามปัญหาอย่างทั่วถึง รวมถึงการตอบคำถามอย่างละเอียด

เป็นครั้งแรกที่ผมเคยเจอวิธีอบรมแบบนี้ เพราะปกติแล้ว จะเป็นการบรรยายครั้งเดียวรวด 3 ถึง 6 ชั่วโมง แล้วเป็นเรื่องที่เราเลือก หรือไม่ก็เป็นการพบตัวต่อตัว ให้คำปรึกษาเฉพาะผู้ประกอบการคนเดียว ไม่เคยเจอ ลูกผสม แบบนี้…

ส่วนสำคัญที่สุดคือ วันสุดท้ายก่อนการปิดอบรมอีกสองชั่วโมง เขาเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการฯ แต่ละคนเลือกที่จะเข้าฐาน ซึ่งตนอยากจะเติมความรู้เฉพาะเรื่องเหล่านั้นเพิ่ม ถือเป็นการเรียน ที่ยึดเอา ผู้เรียน เป็นศูนย์กลางโดยแท้…

ปรากฏว่าวิธีนี้เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้าน ที่มาอบรมมาก ทั้งสามวัน ไม่มีคนขาดเรียนเลย  สิ่งสำคัญคือ เขารู้สึกว่า “คุ้มค่า” กับการเดินทางมาหาความรู้ บางคนต้องข้ามเรือ นั่งมาจากเกาะช้าง, บ้างต้องขับรถเดินทางมาจากจันทบุรี ในขณะที่เมื่อหลายปีก่อน การอบรมเรื่องเหล่านี้ ชาวบ้านจะคิดว่าเป็นเรื่อง “เสียเวลาทำมาหากิน” ถึงขนาดบางองค์กรต้องออกค่าเบี้ยเลี้ยง จ้างมาฟัง

มาดูเนื้อหาที่ผมให้คำปรึกษากับ ผู้ประกอบการ โอทอป หลายคนยังเข้าใจผิดว่า การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ดูสวยงาม น่าซื้อ จะช่วยให้ขายของได้ดีขึ้น แต่ผมอยากให้คำนึงเรื่องส่วนผสมของ “การตลาด” ก่อน โดยนอกจาก 4 P แล้ว ยังมีเรื่องของ 4 c เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นคือต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอก และภายใน

Product ( สินค้า) Consumer ( ลูกค้า)
Price ( ราคา) Cost ( ต้นทุน)
Place ( สถานที่) Convenience ( สะดวกสบาย)
Promotion ( กิจกรรมส่งเสริมการขาย) Communication ( ติดต่อสื่อสาร)

วันนี้ ถ้าจะผลิตสินค้า ต้องคำนึงด้วยว่า ผลิตเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายใดซื้อ ต้องวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมเขาว่า มีวิถีชีวิตอย่างไร เช่น ปริมาณ, ส่วนผสม  (หลายสินค้าเริ่มลดปริมาณน้ำตาลลงเพื่อสุขภาพผู้บริโภค)  ในขณะที่ “ราคา” เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ ยุคเดิม มีผู้ผลิตน้อย เรากำหนดกำไรตามความต้องการได้ แต่ปัจุบันมีการแข่งขันมากขึ้น จึงมีการแข่งขันด้านราคาสูง เพื่อเข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง ดังนั้น ถ้าต้องขายในราคาที่ลูกค้าอยากจ่าย ผู้ขายก็ต้องรู้จักวิธีควบคุมต้นทุนด้วย ต่อมาคือทำเลหรือสถานที่ ต้องศึกษาว่า ย่านนั้น วางสินค้าประเภทใดจึงเหมาะสม ในขณะที่ปัจจุบัน ทำเลที่ดี และลูกค้าสะดวกในการใช้บริการที่สุดกลับอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ดังนั้น การทำเว็บไซต์, การใช้โซเชียลเน็ทเวอร์ค หรือ โมบายมาร์เก็ตติ้ง จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการธุรกิจต้องทำความเข้าใจ เพราะนอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเข้าถึงลูกค้าแบบเจาะจงได้ด้วย ส่วนสุดท้ายคือ กิจกรรมกระตุ้นยอดขาย ถ้าเรามีช่องทางเพื่อให้ลูกค้าแสดงความต้องการ อย่าง facebook, line เราก็จะสามารถจัดกิจกรรมที่ถูกใจลูกค้าได้ดีกว่า ลดราคาเพียงอย่างเดียว!

otopผมดีใจที่ได้ทราบข่าวว่ากิจกรรมดีๆ แบบนี้จะมีการจัดครั้งต่อไปที่ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยเปิดโอกาสรับผู้ประกอบการที่อยู่ในเขตภาคตะวันออก ซึ่งผลิตสินค้ากลุ่มโอทอป โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารแปรรูป เข้าร่วมการอบรมและเข้ารับคำปรึกษาได้ ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา ระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม นี้ ท่านใดที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่คุณเจษ หมายเลขโทรศัพท์ 0864028120 รับจำนวนจำกัด  เพียง 30 ท่านเท่านั้น ที่สำคัญ งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

 

หาเพชร SMEs

ad A-day

การประกวดรางวัลสุดยอด SMEs แห่งชาติ ครั้งที่ 8

(8th SMEs National Awards 2016)

ความเป็นมา

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทหน้าที่ และภารกิจในการให้การช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ของประเทศ ได้จัดกิจกรรม การประกวดรางวัลเพื่อผู้ประกอบการ SMEs โดยใช้ชื่อว่ารางวัลสุดยอด SMEs แห่งชาติ หรือ SMEs National Awards ขึ้น โดยได้ดำเนินการมาแล้ว 7 ครั้ง เริ่มครั้งแรกในปี 2549 โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ด้วยการนำแนวทางของเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award – TQA) มาปรับใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาตัดสินธุรกิจที่เข้าร่วมประกวด เพื่อมอบรางวัลให้กับกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งการจัดประกวดดังกล่าวมีความคาดหวังว่าจะเป็นเวทีกลางในการคัดเลือกผู้ประกอบการ SMEs ในภาคธุรกิจต่างๆ ที่มีศักยภาพ หรือมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เข้าสู่การประกวด เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างมาตรฐาน/คุณภาพ กระตุ้นให้ผู้ประกอบการ SMEs เกิดแรงจูงใจ เกิดการปรับปรุงพัฒนาธุรกิจให้มีมาตรฐานมากขึ้นสู่ระดับสากล ซึ่งการจัดประกวดที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีธุรกิจ SMEs จำนวนมากให้ความสนใจที่จะเข้าร่วม กิจกรรม ดังนั้น สสว. จึงได้จัดให้มีการประกวดรางวัลSMEs National Award อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการ SMEs ของไทย

ในปี 2559 สสว. จึงได้กำหนดจัดการประกวด รางวัลสุดยอด SMEs แห่งชาติ หรือ SMEs National Awards ขึ้น โดยมีกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่เป็นเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 4 ภาคอุตสาหกรรมหลัก 20 กลุ่มธุรกิจย่อย สำหรับเกณฑ์การพิจารณาตัดสินรางวัลนั้น จะอ้างอิงเกณฑ์การตัดสินรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award-TQA) มาปรับใช้ เพื่อให้การพิจารณาต่างๆ มีความเหมาะสมและตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการ

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อสรรหา SMEs ที่มีความสามารถในการดำเนินกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐานที่ดี มีความโปร่งใส และมีธรรมาภิบาล
  2. เพื่อสร้างต้นแบบให้เป็นแบบอย่างสำหรับผู้ประกอบการ SMEs รายอื่นๆ ให้มีการปรับปรุงวิธีการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของธุรกิจตนเอง
  3. เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ SMEs ตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจให้มีความเติบโตและเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและสากล

 นิยามของกลุ่มธุรกิจ SMEs เป้าหมาย

ธุรกิจ SMEs เป้าหมายของการประกวดรางวัลสุดยอด SMEs แห่งชาติ ครั้งที่ 8 (8th SMEs National Awards 2016) มี 4 ภาคธุรกิจ 20 กลุ่มธุรกิจย่อย โดยมีนิยามในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

ภาคการผลิต

  1. ธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่ม หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิตแล้วจำหน่าย และรับจ้างผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นอาหารสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูป ที่มีคุณภาพปลอดภัย และเหมาะสมต่อการบริโภค อุปโภค ของมนุษย์
  2. ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิต จำหน่าย ประกอบ ซ่อมแซม บำรุงรักษา ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าด้านชิ้นส่วนยานยนต์ ยานพาหนะประเภทต่างๆ และอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์ แม่พิมพ์ชิ้นส่วนยานยนต์ สำหรับเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ หรือภาคการค้า
  3. ธุรกิจไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เช่น การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ และชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์อื่นๆ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุม อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์โทรคมนาคม เป็นต้น
  4. ธุรกิจอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิตเครื่องอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ทางศัลยกรรม อุปกรณ์และของใช้ทางการแพทย์
  5. ธุรกิจสิ่งทอ และแฟชั่น หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิตหรือจำหน่าย สินค้า ผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อุตสาหกรรมเครื่องหนัง สินค้า Lifestyle รวมถึงอุตสาหกรรมแฟชั่น ที่ครอบคลุมการออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าสูงขึ้น
  6. ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์จากไม้ หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิต จำหน่าย ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าด้านเฟอร์นิเจอร์ เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากโลหะ หรือโลหะที่ใช้ในงานตกแต่งบ้านพักอาศัย สำนักงาน ร้านค้า สถานประกอบการ หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ
  7. ธุรกิจอัญมณี และเครื่องประดับ หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า อัญมณี เครื่องประดับ
  8. ธุรกิจเครื่องจักรกล และอุปกรณ์ หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิต จำหน่าย ประกอบ ซ่อมแซม บำรุงรักษา ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าด้านเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือ หุ่นยนต์ ชิ้นส่วน แม่พิมพ์สำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ สำหรับเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ หรือภาคการค้า
  9. ธุรกิจพลาสติก และยาง หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิต จำหน่าย ประกอบชิ้นส่วนที่ใช้พลาสติก หรือยางเป็นวัตถุดิบ หรือส่วนประกอบหลัก
  10. ธุรกิจสิ่งพิมพ์ หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิต จำหน่าย ออกแบบ หรือบริการด้านการพิมพ์ เช่น แผ่นพับ บรรจุภัณฑ์ วารสาร หนังสือ และสติกเกอร์ เป็นต้น
  11. ธุรกิจเซรามิก และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแร่อโลหะ หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด หรือส่วนใหญ่ผลิตจากวัตถุดิบที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนเปลือกโลก ซึ่งกรรมวิธีการผลิตต้องผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูง เช่น เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของชำร่วยและเครื่องประดับ กระเบื้องปูพื้นปิดผนัง โมเสค เครื่องสุขภัณฑ์ และลูกถ้วยไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแก้ว เช่น กระจก เป็นต้น

 ภาคการค้า

  1. ธุรกิจค้าปลีก หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการซื้อขายสินค้าแก่ผู้บริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคคนสุดท้าย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เป็นต้น
  2. ธุรกิจเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อม หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิต หรือ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบในชุมชน ท้องถิ่น ธุรกิจที่ให้บริการบำบัด หรือนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

ภาคบริการ

  1. ธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว และ ภัตตาคาร หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการให้บริการที่พัก อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องอำนวยความสะดวกในการพักอาศัย และพักผ่อน รวมถึงธุรกิจที่ให้บริการนำเที่ยวแก่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
  2. ธุรกิจโลจิสติกส์ หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการบริหารสินค้าคงคลัง การสั่งซื้อ การบริหารข้อมูลและกิจกรรมการเงินที่เกี่ยวข้อง และกิจกรรมเสริม ได้แก่ การบริหารคลังสินค้า การดูแลสินค้า การจัดซื้อ การบรรจุหีบห่อ การบริหารความต้องการของลูกค้า รวมถึง การบริการขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ รถและเรือรับจ้างประจำทาง รถและเรือรับจ้างไม่ประจำทาง บริการด้านซอฟต์แวร์โลจิสติกส์ ผู้ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจโลจิสติกส์
  3. ธุรกิจเพื่อสุขภาพ หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิต จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และรวมถึงธุรกิจที่ให้บริการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ และสถานบริการเชิงสุขภาพอื่นๆ
  4. ธุรกิจงานสร้างสรรค์ และออกแบบ หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการผลิต จำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือสินค้า รวมทั้งการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรม (การออกแบบอาคาร ตกแต่งภายใน) โดยความคิดสร้างสรรค์เป็นวัตถุดิบสำคัญ เช่น การผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ด้าน IT ธุรกิจแอนิเมชัน ธุรกิจโฆษณา ศิลปะและศิลปะวัตถุ และธุรกิจบันเทิงได้แก่ การแสดง เพลง ภาพยนตร์ และภาพถ่าย
  5. ธุรกิจก่อสร้าง หมายถึง ธุรกิจที่ให้บริการก่อสร้างที่อยู่อาศัย และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระบบวิศวกรรม ระบบสาธารณูปโภคและงานออกแบบที่เกี่ยวข้องกับบริการรับเหมาก่อสร้าง
  6. ธุรกิจซ่อมบำรุง หมายถึง ธุรกิจที่ให้บริการบำรุงรักษา ซ่อมแซมยานยนต์และจักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคล และของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

ภาคการเกษตร

  1. ธุรกิจการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ

ธุรกิจการเกษตร หมายถึง กระบวนการทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสาขาการเกษตรและสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งครอบคลุมถึงการผลิตพืช การเลี้ยงสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์และจับสัตว์น้ำ รวมทั้งการผลิต ปัจจัยการผลิต ธุรกิจการรวบรวมสินค้าจากเกษตรกร การแปรรูป การขายปลีก-ขายส่ง การเก็บรักษา การขนส่งสินค้าไปสู่ผู้บริโภค

เทคโนโลยีชีวภาพ หมายถึง เทคโนโลยีซึ่งนำเอาความรู้ทางด้านต่างๆของวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับสิ่งมีชีวิต หรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต หรือผลผลิตของสิ่งมีชีวิต เพื่อเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นทางการผลิตหรือทางกระบวนการ ของสินค้าหรือบริการ โดยสามารถใช้ประโยชน์ทางด้านต่างๆ เช่น ด้านการเกษตร ด้านอาหาร ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านทางการแพทย์ เป็นต้น

 คุณสมบัติเบื้องต้นของธุรกิจที่เข้าประกวด

  1. ต้องเป็นกิจการที่ถือเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตามข้อกำหนดของกระทรวง กำหนดจำนวนการจ้างงาน หรือมูลค่าสินทรัพย์ถาวรของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2545 ซึ่งออกโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ดังนี้
ประเภท ธุรกิจขนาดย่อม ธุรกิจขนาดกลาง
จำนวนการจ้างงาน
(คน)
สินทรัพย์ถาวรสุทธิ
(ล้านบาท)
จำนวนการจ้างงาน(คน) สินทรัพย์ถาวรสุทธิ
(ล้านบาท)
กิจการการผลิต ไม่เกิน 50 ไม่เกิน 50 51-200 เกินกว่า 50 – 200
กิจการให้บริการ ไม่เกิน 50 ไม่เกิน 50 51-200 เกินกว่า 50 – 200
กิจการค้าส่ง ไม่เกิน 25 ไม่เกิน 50 26-50 เกินกว่า 50 – 100
กิจการค้าปลีก ไม่เกิน 15 ไม่เกิน 30 16-30 เกินกว่า 30 – 60

 

  1. ต้องเป็นองค์กรธุรกิจที่เป็นนิติบุคคล ในรูปของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด
  2. ต้องมีการดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบก่อนวันรับสมัครเข้าร่วมประกวดไม่น้อยกว่า 3 ปี และดำเนินกิจการโดยถูกต้องตามกฎหมาย
  3. ต้องเป็นองค์กรธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลหรือธุรกิจในเครือ ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยต้องมีผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 75%
  4. ผู้บริหารหลักของกิจการ ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย
  5. ธุรกิจที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ MAI หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ไม่มีสิทธิ์สมัคร
  6. ธุรกิจในเครือที่ปฏิบัติเฉพาะงานด้านสนับสนุนให้กับธุรกิจหลักหรือธุรกิจแม่ ไม่มีสิทธิ์สมัคร ตัวอย่างของงานสนับสนุน เช่น การขาย การตลาด การกระจายสินค้า การบัญชี การเงิน การบุคคล การบริการความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดซื้อ กฎหมาย วิจัย และพัฒนา เป็นต้น
  7. ธุรกิจในเครือกับธุรกิจแม่ไม่มีสิทธิ์สมัครเข้าร่วมประกวดในปีเดียวกัน
  8. ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล

เกณฑ์การพิจารณารางวัลสุดยอด SMEs แห่งชาติ ครั้งที่ 8

เกณฑ์การตัดสินรางวัลสุดยอด SMEs แห่งชาติ ครั้งที่ 8 แบ่งออกเป็น 7 หมวด ประกอบด้วย

หมวดที่ 1. บทบาทของผู้บริหารในการนำองค์กร             120  คะแนน

หมวดที่ 2. การวางแผนการดำเนินธุรกิจ                       120  คะแนน

หมวดที่ 3. การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด                          120  คะแนน

หมวดที่ 4. การวัด  วิเคราะห์ และจัดการความรู้             100  คะแนน

หมวดที่ 5. การบริหารทรัพยากรบุคคล                        140  คะแนน

หมวดที่ 6. การจัดการกระบวนการ                             160  คะแนน

หมวดที่ 7. ผลลัพธ์ทางธุรกิจ                                     240  คะแนน

1,000  คะแนน

เกณฑ์การพิจารณามอบรางวัล แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  • รางวัลสุดยอด SMEs แห่งชาติ

จะพิจารณาให้กับ SMEs ที่ได้รับการพิจารณาผ่านเกณฑ์ ตั้งแต่ 800 คะแนนขึ้นไป ไม่จำกัดจำนวน

  • รางวัล SMEs ดีเด่น

จะพิจารณาให้กับ SMEs ที่ได้รับการพิจารณาผ่านเกณฑ์ ตั้งแต่ 700 ถึง 799 คะแนน ไม่จำกัดจำนวน

  • รางวัลมาตรฐาน SMEs

จะพิจารณาให้กับ SMEs ที่ได้รับการพิจารณาผ่านเกณฑ์ ตั้งแต่ 600 ถึง 699 คะแนน ไม่จำกัดจำนวน

โดยผู้ผ่านเกณฑ์พิจารณามอบรางวัลต้องได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในแต่ละหมวด และในแต่ละหมวดจะประกอบไปด้วยประเด็นพิจารณา 5 – 8 ข้อ เพื่อใช้สัมภาษณ์ ตรวจสอบ และการขอเอกสาร / หลักฐานจากผู้ประกอบการที่สมัครเข้ารับรางวัลสุดยอด SMEs แห่งชาติ ครั้งที่ 8

การรับสมัคร

การรับสมัคร…สมัครฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น…

–     ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.smesnationalawards.com

–     ส่งใบสมัครกลับมาได้ที่ ศูนย์ประสานงานการรับสมัคร โทรสาร 0 2619 8071 หรือ 0 2619 8090 หรือ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เลขที่ 1025 ชั้น 12-15 อาคารยาคูลท์ ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 หรือ อีเมล Saataporn@ftpi.or.th  หรือ  Yutichol@ftpi.or.th

–     สมัคร Online ได้ที่ www.smesnationalawards.com

–     เปิดรับสมัครแล้ว วันนี้ ถึง 15 มิถุนายน 2559

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณศาตพร เผ่าสกุลทอง หรือ คุณยุธิชล ศรีตัญญู โทรศัพท์ 0 2619 5500 ต่อ 585 หรือ 573